เรียนรู้อย่างไรให้ได้ความรู้ 90% ด้วย พีระมิดแห่งการเรียนรู้

เคยเป็นไหมครับ เวลาเราตั้งใจที่จะเรียนรู้อะไรสักอย่าง แต่จดเท่าไหร่ อ่านเท่าไหร่ก็ไม่เข้าหัวสักที คุณครูก็เคยบอกว่า “จำไม่หมด จดดีกว่าจำ” แต่ยังไงก็จำอะไรไม่ได้เลย เหตุผลที่เป็นอย่างนี้เพราะอะไร เราจะมาไขคำตอบในบทความ เรียนรู้อย่างไรให้ได้ความรู้ 90% ด้วย พีระมิดแห่งการเรียนรู้ กันครับ

เรื่องราวของการศึกษาเป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะต้องมี เพราะชีวิตทั้งชีวิตของเราจำเป็นที่จะต้องมีการเรียนรู้ ทั้งที่เรารู้ตัว และไม่รู้ตัว จึงได้มีการศึกษาชนิดหนึ่งเกิดขึ้นมา นั้นก็คือ การศึกษาตลอดชีวิต เพราะเราต้องเรียนรู้กันทั้งชีวิต

การตั้งใจที่จะเรียนรู้อะไรสักอย่าง ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจเจอปัญหาที่ว่าเราจำไม่ได้ ตั้งแล้วที่จะอ่าน ที่จะจดจำ แต่พอผ่านไปไม่นานก็ลืมหมดแล้ว บางคนก็ยิ่งโทษตัวเองว่า เราโง่ เรามันหัวไม่ดี สุดท้ายก็ถอดใจเรื่องการเรียนไป ทำให้เป็นคนไม่สนใจการเรียน ไม่ชอบการเรียน เพราะทำได้ไม่ดี

เรื่องนี้เป็นธรรมชาติของคนเราครับ ถ้าทำสิ่งไหนได้ไม่ดี ก็จะถอดใจไป แต่ถ้ารักสิ่งนั้น มีความมุมานะพยายามก็จะทำมันได้สำเร็จในสักวัน แต่การที่เราคิดว่าเราเป็นคนหัวไม่ดี จำอะไรไม่ได้ เรียนไม่รู้เรื่อง สาเหตุหนึ่งอาจจะมาจากการที่เราเรียนรู้ผิดวิธี

ต่อจากนี้ไปผมจะพาทุกคนมารู้จักกับทฤษฎีการเรียนรู้อย่างหนึ่ง เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผมโมเมขึ้นมา หรือมโนนะครับ นี่เป็นทฤษฎีที่มีจริง ใช้กันในแวดวงของการศึกษา มีการสอนในระดับมหาวิทยาลัย หลักสูตรของครุศาสตร์ อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่มาก แต่เป็นสิ่งที่คนทั่วไปอาจยังไม่เคยรู้นั่นก็คือ พีระมิดแห่งการเรียนรู้

พีระมิดแห่งการเรียนรู้(Learning Pyramid) เป็นสิ่งที่ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากทฤษฎีการเรียนรู้ของเอดการ์ เดล(Edgar Dale, 1969) โดยเป็นการแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ได้จากการเรียนรู้ด้วยวิธีต่าง ๆ ซึ่งผมขอสรุปให้เข้าใจได้ดังนี้

  • Lecture การฟังบรรยายและจดตามเป็นสิ่งที่เราทำทุกตลอดเวลาอยู่ในห้องเรียนที่โรงเรียน แต่วิธีการเรียนแบบนี้ได้ผลลัพธ์แค่ 5% จากความรู้ 100% ที่ครูถ่ายทอดมาเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก แต่ผมไม่ได้พูดเพื่อให้ไม่ต้องเรียนที่โรงเรียนนะครับ เพราะการเรียนในห้องเรียนที่โรงเรียนครูผู้สอนก็ไม่ได้มีวิธีการสอนแค่ให้ฟังและจดตามเท่านั้น ยังมีสิ่งอื่นที่ครูสอนด้วยสิ่งต่าง ๆ เช่น การให้ลงมือปฏิบัติ การพูดคุยแบ่งปันระหว่างเพื่อน ฯ ซึ่งผมจะอธิบายในหัวข้อถัด ๆ ไป
  • Reading การอ่าน ทุกคนต้องทำแน่นอน โดยเฉพาะช่วงก่อนสอบ อ่านกันข้ามคืนกันเลย บางคนก็อ่านจนลืมตื่นมาสอบก็มี จากทฤษฎีของเอดการ์ เดลนี้บอกให้เรารู้ว่าการอ่านนั้นทำให้เราจำความรู้ได้แค่ 10% เท่านั้น
  • Audiovisual การฟัง คือ การฟังเสียงต่าง ๆ ทั้งเสียงครูบรรยาย เสียงวิทยาการที่กำลังสอน ฯ ซึ่งความรู้ที่ได้จะได้เพียงแค่ 20 % จากทั้งหมด
  • Demonstration การดูสาธิต คือ การดูสิ่งที่มีคนสาธิตให้ดู ได้เห็นสิ่ง ๆ นั้นจริง ๆ ผ่านการดูด้วยตา เช่น ครูสาธิตการทดลองวิทยาศาสตร์ให้ดู เราจะได้เห็นได้จดจำเข้าสู่สมอง 30 %
  • Discussion การพูดคุย แบ่งปัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างเพื่อนกับเพื่อน หรือตัวเรากับครูผู้สอน เป็นการได้ปฏิสัมพันธ์ ถกเถียงความคิดเห็น ทำให้เกิดการจดจำความรู้ถึง 50% เช่น การที่ครูให้จับกลุ่มทำงานแลกเปลี่ยนความคิด การที่ครูถามให้นักเรียนตอบ ฯ จะเห็นว่าการตอบคำถามแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างครูกับนักเรียนในเวลาเรียนได้ความรู้ที่มาก แต่ส่วนมากก็จะไม่มีใครกล้าตอบเท่าไหร่นัก
  • Practice doing การลงมือทำดัวยตนเอง ถ้าการได้ดูสาธิตได้ความรู้ 30% แล้ว การได้ลงมือทำสิ่งนั้นเอง ก็ย่อมได้ความรู้ที่มากกว่า เช่น การได้ลงมือทำการทดลองวิทยาศาสตร์ด้วยตนเอง การได้ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าเอง ฯ การทำด้วยตนเองเช่นนี้ได้รับความรู้ไปเต็ม ๆ ถึง 75 %
  • Teach other การสอนผู้อื่น เมื่อเราได้เกิดการเรียนรู้แล้วทั่วไปของมนุษย์หากไม่ใช่สิ่งที่ประทับใจ สิ่งที่ทำให้เกิดความสะเทือนใจ ไม่นาเราก็จะลืมไปในทางจิตวิทยาเรียกว่า “ความจำระยะสั้น” ความรู้ที่ได้จากการเรียนก็เช่นกัน เรียนไปไม่นานก็ลืม แต่เราแก้ปัญหาได้ด้วยการสอนผู้อื่นต่อ การนำความรู้ที่ได้ไปสอนผู้อื่น นอกจากจะเป็นการทำให้ผู้อื่นได้รับความรู้แล้ว ตัวเราเองก็ยังได้รับความรู้ที่แน่นขึ้นไปอีก เพราะทุกครั้งที่เราได้สอนผู้อื่นมันก็เป็นการทบทวนความรู้ในตัวเองเช่นกัน ซึ่งการทำแบบนี้ก็ทำให้เราได้รับความรู้ไปถึง 90%

เมื่อได้รู้ถึงวิธีการเรียนรู้ต่าง ๆ จากพีระมิดแห่งการเรียนรู้แล้วก็ทำให้เราได้เข้าใจยิ่งขึ้นว่าการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือ การเรียนแล้วนำความรู้ไปสอนให้แก่ผู้อื่น ซึ่งก็ทำได้ไม่ยากเลย ตัวอย่างเช่น การจับกลุ่มติวก่อนสอบ เป็นต้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมไม่ได้ให้ทิ้งการเรียนรู้วิธีอื่นไปด้วย หากเราควรที่จะใช้การเรียนรู้ทุกแบบผสมผสานกัน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ได้ประสิทธิภาพที่สุด ฟังและจดในห้องเรียน กลับบ้านมาก็อ่านหนังสือทบทวน ดูวิดีโอการสอนในยูทูป และก็จับกลุ่มติวกับเพื่อน

ติดตามบทความอื่น ๆ ได้ ที่นี่