เลือกซื้อของออนไลน์อย่างไร ให้ปลอดภัยจากการโกง

การซื้อของจากช่องทางออนไลน์เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของการซื้อสินค้าในยุคสมัยนี้ ทั้งสะดวก ใช้งานง่าย แถมของที่สั่งซื้อได้ก็มีให้เลือกมากมาย เหมือนกับการซื้อของจากร้านค้าจริง ๆ เลย แต่บางครั้งคนที่พึ่งเริ่มซื้อของออนไลน์อาจตกเป็นเหยื่อการโกง ในช่องทางต่าง ๆ ได้ บทความนี้จึงจะมาแบ่งปันเคล็ดลับ เลือกซื้อของออนไลน์อย่างไร ให้ปลอดภัยจากการโกง

ขั้นแรกเรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการซื้อของออนไลน์กันก่อน การซื้อของออนไลน์ คือ การสั่งซื้อของผ่านทางโลกออนไลน์ในช่องทางต่าง ๆ มีการชำระเงินที่เป็นแบบโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร โอนผ่านตู้ เก็บเงินปลายทาง และอื่น ๆ เมื่อตกลงการซื้อขายเสร็จสิ้น ผู้ขายจะแพ็คสินค้า และส่งให้บริษัทขนส่ง จากนั้นบริษัทขนส่งก็จะมาส่งให้เราถึงที่บ้าน

ซึ่งการซื้อแบบออนไลน์ผมก็คิดว่ามี 2 แบบ หลัก ๆ คือ

  1. การซื้อระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อโดยตรง เช่น การโพสขายของผ่าน Facebook, IG, Twitter เป็นต้น โดยการซื้อแบบโดยตรงกับผู้ขายมีข้อเสียอย่างหนึ่ง คือ ผู้ขายอาจจะโกงเราได้ โอนเงินแล้วไม่ได้ของ ได้ของไม่ตรงกับที่ผู้ขายระบุไว้ เพราะการซื้อขายโดยตรงแบบนี้ผู้ขายมีช่องทางการโกงได้ง่ายมาก ไม่มีอะไรรับประกันในการซื้อขายได้ แค่บล็อคเราแล้วหนีหายไปก็ได้ หากเราไม่มีหลักฐาน ไม่มีข้อมูลผู้ขายก็ตามตัวได้ยาก
  2. การซื้อขายผ่านคนกลาง ด้วยปัญหาการโกงของผู้ขายในแบบแรก ทำให้เกิดการซื้อขายผ่านคนกลางขึ้น คนกลางในที่นี้ก็ไม่ใช่คนที่มีชีวิตแต่อย่างใด แต่คือ เว็บไซต์ และแอปพลิเคชันซื้อของออนไลน์ต่าง ๆ เช่น Lazada, Shoppee, JD Central เป็นต้น

เว็บไซต์ และแอปพลิเคชันเหล่านี้ จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการซื้อขาย “เปรียบเหมือนเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีผู้คนมาขายของจำนวนมาก” แต่ผู้ที่จะมาลงขายสินค้าในเว็บไซต์ได้นั้น จะต้องมีการยืนยันตัวตน กรอกข้อมูลส่วนบุคคล กับทางเว็บไซต์ก่อน ถึงจะสามารถลงขายสินค้าได้ ทำให้ผู้ซื้อมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าหากผู้ขายโกงก็สามารถร้องเรียน และตามตัวได้ เพราะทางเว็บไซต์ได้มีข้อมูลการติดต่อทุกอย่างของผู้ขายไว้แล้ว

การชำระเงินของเว็บไซต์ตัวกลางก็มีให้เราเลือกหลากหลายวิธีไม่ว่าจะเป็น โอนผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารต่าง ๆ โอนผ่านตู้ ATM ผ่านแอปพลิเคชันการเงินอื่นๆ ชำระเงินปลายทาง และอื่น ๆ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละเว็บไซต์ด้วย

ข้อดีของเว็บไซต์เหล่านี้ คือ เราสามารถยกเลิกการสั่งซื้อหากเราเปลี่ยนใจ หรือหากสินค้าชำรุดก็ขอคืนเงินได้เช่นกัน เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สะดวก และทำให้การซื้อของมีตัวเลือกมากขึ้น

ด้วยข้อดีมากมากของการซื้อของออนไลน์ก็จึงทำให้ผู้คนหันมาสนใจกันมากขึ้น ไม่ว่าจะวันไหน ๆ ในหมู่บ้านของแต่ละคน ผมมั่นใจได้ว่า ทุกวันต้องมีรถของบริษัทขนส่งมาส่งของที่บ้านไหนสักบ้านแน่นอน

เมื่อเราทำความเข้าใจกับระบบการซื้อของบนโลกออนไลน์แล้ว คราวนี้เราก็มาดู วิธีการ เลือกซื้อของออนไลน์อย่างไร ให้ปลอดภัยจากการโกง กันครับ

1. เลือกซื้อผ่านเว็บไซต์คนกลาง

อย่างที่ผมบอกว่าการซื้อระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อโดยตรง มีความเสี่ยงต่อการโดนโกงสูงมาก ผมจึงแนะนำให้เลือกซื้อของออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์คนกลางแทน เพราะมีทั้งการรับประกัน มีสินค้ามากมาย ยกเลิกได้ สินค้าชำรุดทำเรื่องคืนสินค้า คืนเงินได้ หรือในกรณีที่โดนโกงจริง ๆ ก็สามารถร้องเรียน และตามตัวผู้ขายได้

แต่ถ้าหากจำเป็นต้องซื้อจากผู้ขายโดยตรงจริง ๆ ผมก็เคยเห็นอยู่บ่อย ๆ บางครั้งสินค้าที่ลงขายใน Facebook IG ก็เป็นสินค้าที่ไม่มีขายในเว็บไซต์ขายของ หรือมีแต่ราคาถูกกว่า ถ้าจำเป็นต้องซื้อจากผู้ขายโดยตรงจริง ๆ ก็ควรเช็คเครดิตของผู้ขาย ดูความน่าเชื่อถือของผู้ขายก่อนทำการซื้อ แนะนำว่าซื้อออนไลน์กับร้านใหญ่ ๆ หรือร้านที่มีหน้าร้านแน่นอน น่าจะปลอดภัยที่สุด

เอาจริง ๆ การซื้อกับผู้ขายโดยตรงก็เหมือนกับการเสี่ยงดวงนะครับ เราไม่รู้เลยว่าจะโดนโกงไหม ถึงเครดิตผู้ขายจะดี มียอดไลค์ ยอดแชร์ หรือมีคนคอมเมนต์ว่าดีจริง ก็อาจจะเป็นการสร้างภาพขึ้นมาได้ ทั้งนี้ก็ไม่ได้จะบอกว่าไม่ดีทุกร้าน ขอให้แต่ละคนพิจารณา ดูความน่าเชื่อถืออื่น ๆ ของผู้ขายประกอบด้วย

2. เช็คเรทติ้ง

ในการซื้อผ่านทางเว็บไซต์คนกลางก็ใช่ว่าจะปลอดภัย 100% เสมอไป เว็บไซต์เพียงแค่รับประกันส่วนหนึ่งแล้วว่าผู้ขายได้ลงทะเบียน เว็บไซต์มีข้อมูลผู้ขาย สามารถตามตัวได้ หากโกง แต่ผู้ซื้ออย่างเราควรจะต้องพึ่งพาตนเอง ด้วยการเช็คความน่าเชื่อถือของแต่ละร้านค้าที่มาขายในเว็บไซต์ก่อนทำการซื้อสินค้า

เรทติ้ง ก็คือ คะแนนที่ผู้ซื้อที่ซื้อสินค้าจากร้านนั้น ๆ ไปแล้ว ได้ทำการให้คะแนนร้านค้าไว้นั่นเอง แน่นอนว่าระบบเรทติ้งมีทุกเว็บไซต์ซื้อขายออนไลน์แน่นอน เราสามารถเช็คความน่าเชื่อถือได้จากคะแนนเรมติ้ง

หากเรทติ้งเยอะ ก็แสดงว่าร้านค้านั้นมีความน่าเชื่อถือ สินค้ามีคุณภาพ จัดส่งไว แต่ในโลกความเป็นจริง ไม่ใช่ว่าทุกคนจะพึงพอใจกับสินค้าเสมอไป บางคนได้สินค้าช้า ก็ให้คะแนนน้อย บางคนไม่ได้คิดอะไรก็กดให้คะแนนเต็มไปเลย และยังมีกรณีอื่น ๆ จากพฤติกรรมของผู้ซื้อแต่ละรายที่ให้คะแนนอีก ทำให้ค่าเฉลี่ยของเรทติ้งมีความขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่มีร้านไหนที่จะคะแนนเต็ม

ฉะนั้น คะแนนเรทติ้งของร้านค้าที่ผมแนะนำ จะอยู่ที่ 4 คะแนนขึ้นไป เพราะผมถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี หากต่ำกว่านี้แสดงว่าร้านค้าไม่ค่อยได้คุณภาพเท่าไรนัก ค่าเฉลี่ยจึงต่ำมาก ๆ

ข้อควรระวังอีกหนึ่งอย่าง คือ บางทีการมีคะแนนเรทติ้ง 5 คะแนนเต็ม ก็ใช่ว่าร้านนั้นจะดีมาก ๆ อาจเป็นเพราะว่าผู้ให้คะแนนมีแค่ 1-2 คน แล้วทุกคนให้คะแนน 5 เต็มก็ได้ ทำให้คะแนนเฉลี่ยออกมาดี ฉะนั้นแล้ว ควรพิจารณาจากตั้งคะแนนเรทติ้งเฉลี่ย และจำนวนผู้ให้คะแนน ให้สอดคล้องกันด้วย

3. เช็คจำนวนยอดขาย

จำนวนยอดขาย สามารถดูได้เพียงแค่บางเว็บไซต์เท่านั้น บางเว็บไซต์ก็ไม่ได้ระบุไว้ แต่ก็สามารถดูได้จากจำนวนการให้เรทติ้งเช่นกัน เพราะการให้คะแนน 1 ครั้ง คือ การซื้อสินค้า 1 ครั้ง ใน 1 ครั้งอาจมีหลายชิ้นก็ได้ แต่ก็พอดูเพื่อเช็คความน่าเชื่อถือได้เช่นกัน

การที่ยอดขายเยอะก็แปลว่าร้านค้านั้น มีผู้คนให้ความสนใจ และเชื่อใจในการซื้อสินค้าเยอะ เหมือนกับการซื้อของบนโลกจริง ๆ ร้านอาหารร้านไหนคนเยอะ เต็มแน่นร้าน เราก็จะคิดว่าร้านนั้นอาหารดี อร่อย ผู้คนถึงเต็มร้าน การซื้อออนไลน์ก็เป็นในลักษณะเดียวกัน

4. เช็คคอมเมนต์

การเช็คเรทติ้ง เช็คยอดขาย ก็ยังไม่ทำให้เรามั่นใจได้ 100% ว่าร้านนั้นดีจริง ขั้นตอนสุดท้ายในการพิจารณา คือ เช็คคอมเมนต์จากผู้ที่ซื้อไปแล้วจริง ๆ ว่า เขามีความคิดเห็นยังไงกับสินค้า การส่งดีไหม สินค้าชำรุด หรือผิดตัวหรือป่าว

หากคอมเมนต์เป็นไปในแนวทาง บวก ก็แปลว่าร้านนั้นมีคุณภาพจริง เราสามารถมั่นใจเพิ่มขึ้นไปอีกว่า สินค้าที่สั่งจากร้านนี้เป็นไปตามที่ร้านบอกไว้แน่นอน สามารถเลือกซื้อกับร้านค้านั้นได้เลย

ส่งท้าย

แรก ๆ เราก็จะงง ๆ หน่อยกับการซื้อสินค้าออนไลน์ ไม่รู้จะซื้อร้านไหนดี ร้านไหนปลอดภัยก็ไม่ทราบ กลัวการโดนโกง แต่หากเริ่มทำการซื้อไปหลาย ๆ ชิ้น หลาย ๆ รอบเข้า เราจะเกิดภูมิคุ้มกันในการเลือกซื้อสินค้าเอง เราจะรู้ได้ว่าร้านไหนน่าเชื่อถือ ร้านไหนไม่น่าเชื่อถือ สุดท้ายนี้ก็ขอให้ทุกคนโชคดีกับการซื้อของออนไลน์ และขอให้เลือกพิจารณาการซื้อขายดี ๆ นะครับ เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ไม่เข้าใครออกใคร

ติดตามบทความอื่น ๆ ได้ ที่นี่